นานมาแล้ว...

posted on 22 Apr 2009 14:20 by sawarenai  in Holiday

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น...
และเมื่อไม่นานมานี้ มันเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมไม่มีผิดเพี้ยน...

ไม่ได้อัพไดอารี่ที่นี่มาได้พักใหญ่ (ได้ข่าวว่านานจนเจ้าของบล๊อคจำไม่ได้)
ไม่ได้หายไปไปหรอกนะ แต่ก็ไม่มีอารมณ์จะมานั่งพิพม์ แย่จัง
แบบนี้อีกห้าปีข้างหน้าก็จะไม่รู้เรื่องตอนที่ห่างหายจากการอัพไดอารี่นะสิ

ช่วงซัมเมอร์นี้ก็เรียนสองตัว เดือดดดดด มากกกกกกกก
อ้อ เมื่อเดือนมีนาคมไปเที่ยวเกาหลีมากับน้องซิน สนุกมากกกก
ตอนแรกกลัวจะำพาน้่องไปหลงกันอยู่ต่่างแดน ที่ไหนได้ เที่ยวฉลุย
ไม่ชอบเที่ยวกับทัวร์สองคนพี่น้องเลยแบกกระเป๋าเดินทางลากไปเที่ยวกันเอง
จำได้ว่าไปไฟลท์เช้า เลยต้องตื่นอาบน้ำตั้งแต่ตีห้า แล้วก็ไปที่สนามบิน
พอผ่านเข้าไปข้่างในก็ยังขำๆว่านี่เราสองคนจะไปกันเอง ช่างกล้าเสียจริง
เครื่องลงที่ไทเปก่อนเลยได้เดินเที่ยวสนามบินไปเปราวๆยี่สิบนาที
หลังจากนั้นก็นั่งเครื่องแป๊ปเดียว ถึงอินชอนอย่างสนุกสนาน(น้องซินเอาแต่เล่นเกมส์)
ตอนลงเครื่องกลัวเรื่องเดียวค่ะ ตม. มีแต่คนบอกว่าโหดอย่างนั้นอย่างนี้
เอ่อ มันสองคนพี่น้องผ่านมาแบบ เอ๊ะ เสร็จแล้วนี่มาที่รับกระเป๋าแล้ว (ว่าแล้วก็ขำกัน)
เดินออกมาก็เจอคนขับแท็กซี่ที่จองไว้มารับ ก่อนจะออกประตูเค้าบอกว่าใส่โค้ทเถอะ มันหนาว
เดินออกมาไม่ทันไร หายใจเป็นไอเลยค่ะ เมื่อวานเห็นพี่เจเจบอกว่าหิมะตกด้วย
ก็เดินกันไปขึ้นรถแล้วน้องซินก็หลับๆตื่นๆ นั่งรถราวๆชั่วโมงก็เริ่มเข้าตัวเมืองโซล
ที่พักก็สบา่ยๆแม้ว่าห้องจะไม่ใหญ่อะไรมาก เอาของเข้าแล้วก็เดินออกมาข้างนอก
เจอพี่เจเจ ฮ่าๆๆ หลังจากนั้นก็ไปจัดการซื้อทีมันนี่การ์ดแล้วออกตะลุยทะแดมุนกัน
ไปถึงหารองเท้าบู้ทกันก่อนเลย แต่ไม่ได้กันซักคู่ แต่อิ่มท้องมากเนื้อย่างที่นั่นอร่อย
น้องซินก็หอบสตรอเบอร์รี่มาทานที่ห้อง พอมาถึงห้องน้องก็เพลียๆ เลยนอน
แล้วราวๆห้าทุ่มพี่เจเจก็มาชวนไปหาอึนฮยอกกับทึกกี้
เอาสิคะ มาถึงเกาหลี ถึงไหนถึงกัน ไปเลยค่ะ เดินทางไปที่เคบีเอส ดูเค้าจัดรายการวิทยุ
ตอนแรกออกจากรถไฟเนี่ยไม่มีอท็กซี่คันเทาเลย เลยต้องนั่งคันดำไป ก็ไม่ไกลมาก
ไปถึง เอ๊ะ เค้าจัดกันตรงไหน เดินไปถามคุณยาม เค้าก็บอกว่าเลี้ยวๆ แล้วจะเจอคนเยอะๆ
เค้ามีการแบบว่ารีบไปนะ จะเสร็จแล้ว ต้องรีบหน่อย เดี๋ยวไม่ทัน ฮ่าๆๆ น่ารักจริงๆ
เอ้า วิ่งกันเลยค่ะ ไปถึง โอ้ว คนเยอะจริงๆด้วย ก็ยืนถ่ายแคมให้ปุ้ยจนเลิกรายการ
แล้วก็มารอที่ทางออกที่จอดรถ ตอนยืนรอเนี่ย อยากบอกว่าคนไทยเยอะมาก
วันนั้น20-30คนได้เลย ยืนท่ามกลางอากาศลบสี่ หนาวแต่ทนค่ะ ฮ่าๆๆๆ
คุณยามแถวนั้นบอกว่า เค้าจะออกอีกชั่วโมงนึง ทุกคนก็ยืนรอกันสุดๆ
จนเวลาผ่านไปมีรถคันนึงมาจอดด้านหน้าแล้วแฟนๆบางคนก็ไปที่รถแล้วเล่นกับน้องหมา
ไอ้เราก็ ใครอ่ะสงสัยเห็นว่าหมาน่ารักมั้งเลยไปยืนเล่นกัน และอีกแป๊ปอุนฮยอกก็ออกมา
พ่อคุณเดินมาจากโรงจอดรถค่ะ เดินมาเรื่อยๆ แบบชิวมากกกก ทุกคนก็พูดพร้อมกันสวัสดีค่า
อึนฮยอกก็ยกมือไหว้ น่ารักมากกก เจออย่้างใกล้ เดินตามไปเรื่อยๆ จนรู้ว่า เอ้านั่นรถอึกฮยอก
และนั่นก็น้องหมาของคุณแม่อึกฮยอก และผู้หญิงในรถก็คือคุณแม่อึกฮยอก เอ่อ... งงเลย
รออีกพักทึกกี้กฌออกมา รถมาหยุดหน้าแฟนๆนิดนึงแล้วก็เอาไฟส่องเล่นกับแฟนๆ
ก่อนจะเลี้ยวโค้งก็เปิดกระจกเอามือยื่นออกมาโบกมืออีก อะไรจะน่ารักกันขนาดนี้เนี่ย
ขากลับนั่งแท็กซี่แล้วก็คิดในใจว่า อากาศอุ่นๆช่างดีเสียนี่กระไร...

วันรุ่งขึ้นแผนที่วางไว้ยกเลิก สรุป ไปห้างโคเอ็กซ์แทนเพราะัว่าฝนตก
ก็เดินลงมาที่เมียงดงแล้วซื้อร่ม หลังจากนั้นก็มุ่งหน้าไปที่ห้าง
เที่ยวอควอเรี่ยม เค้าทำดีอ่ะ แบบไอเดียสร้างสรรค์สุดๆเลย
น้องซินเดินไปเจอค้างคาวแอบร้อง ฮ่าๆๆๆๆ น้องกลัวนี่นะ
หลังจากออกมาก็พยายามเดินหาอะไรทานกัน และแล้วก็ดเข้าร้านเล็กๆ
สั่งต็อกรามยอนไป อร่อยมาก แต่น้องซินสั่งรามยอนทะเลมันเผ็ดมากเลยต้องสั่งคิมพับเพิ่ม
หลังจากนั้นก็พยายามเดินหาที่ขายสายชาร์จกล้อง และแล้วก็ต้องไปที่ยงซาน
ชอบสถานีรถไฟที่ไปนั่งรอมาก ให้ความรู้สึกว่า เออ นี่อยู่เกาหลีนะ ฮ่าๆๆ
ไปถึงยงซานนึกว่ามาเดินพันทัพ ของใช้ไฟฟ้าเยอะมากแบบเลือกไม่ถูก
สรุปน้องซินก็ได้สายมาพร้อมเลนส์ใหม่้หนึ่งตัว ขากลับก็เดินเที่ยวเมียงดงกัน
ถ้าจำไม่ผิด วันนั้นไม่ได้ทานข้าวกัน ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ
ตอนเย็นก็นั่งเช็คข่าวกันเพราะัวันรุ่นขึ้นมีงานเข้าแต่เช้า เลยต้องเช็คเวลา
ติดต่อน้องคนเกาหลีที่พี่เจนแนะนำให้แล้วก็นอนหลับเตรียมตัว

ตอนเช้าเดินออกมาทานขนมปังแล้วพี่เจ้าของที่พักเค้าก็ขับรถไปส่งขึ้นบัส
และแล้ว เราสามคน ทั้งน้องซิน พี่เจเจ และตัวเองก็มุ่งหน้าไปยังสนามบินคิมโพ
พอถึงก็เจอกลุ่มแฟนๆยืนออกันราวๆ20-30คนเลยมั่นใจว่า ตรูมากันถูกแล้ว ฮ่าๆๆ
กำหนดการลง10.45 แต่คุณชายทั้งห้าไม่รู้ทำอะไรอยู่้ กว่าจะออกมาก็11โมงจะครึ่ง
ตอนแรกชูกล้องจนเมื่อยมือ พอเอากล้องลงเช็ดเลนส์เท่านั้นแหละ เดินออกมาเลย
คุณชายชองเดินใส่สูทมาหล่อออเชียว และพอเห็นหน้ายุนโฮ คนอื่นๆก็กลายเป็นหมอกไปเลย
ไม่รู้ว่าทำไม ยุนโฮยิ้มแบบกรุ้มกริ่มอ่ะ ถ่ายวิดิโออยู่นี่มือสั้นเลยแบบ เฮ้ย ยิ้มอารายยยย
ก็พยายามถ่ายแคมจนเค้าขึ้นรถ ก็ไปคังนัมกันต่อ หมายมั่นจะตามหาพารากอน
สรุปมันหากันไม่เจอ ฮ่าๆๆๆ เลยไปที่เอสเอ็ม ยืนรอกันไปคุยกันไป สนุกสนาน
คุณลุงยามก็มายืนึคุยด้วย พอไปยืนข้างหลังก็โดนเด็กผู้ชายโผล่หน้าออกมาแซว
แต่ขอบอกว่ามีคนนึงหล่อมาก คือน้องลงมาเลยดีกว่าค่ะ ไปเป็นเด็กฝึกเอสเอ็มเลย
ยืนรอร๊อรอจนมีมินิคูเปอร์มาจอด ใครหว่า... อ้าววว เต้าหู้เตี้ย น่านน ผู้จัดการมาแล้ว
ใจชื้นกันเลย ยืนขำๆแล้วก็ไม่ได้สนใจรถราเท่าไหร่ หันไปอีกที เฮ้ยย ชางมิน -*-
น้องยืนรอเข้าไปในตึกพักนึงเลย แล้วแบบชางมินมองมาแบบ แกสามคนทำอะไรกัน
แล้วขอบอกว่าไ่ม่มีคนกรี๊ด ยืนมองชางมินกันแบบอึ้งๆ ว่า เอ้าชางมินมา...
อีกแป๊ปจุนซูก็มา น้องซินนี่แบบ จุนซูๆๆ ทุกคนก็หันไป โอ้ววว คิมจุนซูและผ้าปิดปาก
รอจนห้าโมง ไม่ไหว กลับค่ะ มารู้อีกทียุนโฮเข้าบริษัทตอนดึกๆ ดีละที่ไม่ยืนรอมัน
หน้าเอสเอ็มหนาวมากแบบมือจะถลอกหมด ทุกคนแบบยืนสั่นกันได้ที่เลยทีเดียว
กลับมาทานเนื้อย่างกันที่เมียงดงแล้วก็ขึ้นที่พัก พักผ่อนและส่งแคมให้น็อปที่ไทย

 

 

edit @ 19 May 2009 12:52:49 by Sawarenai

หลงใหล

posted on 06 Dec 2008 15:36 by sawarenai  in Holiday
เมื่อวานได้มีโอกาสไปดูหนังมาเมื่อตอนห้าโมงเย็น ต้องบอกก่อนเลยว่านั่นเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเลยทีเดียว
คือจริงๆสองสามวันก่อนได้ลองหาในเน็ตดูว่าหนังเรื่องนี้สรุปมันเกี่ยวกับอะไรกันแน่ และก็พบว่ามันน่าดูมากเลยทีเดียว
คงจะเป็นเรื่องไหนไปไม่ได้นอกจากเรื่อง Twilight ที่ทำให้ปรากฎการณ์หนังสือขาดตลาดเกิดขึ้นทั่วบ้านทั่วเมือง

หากได้ลองดูโฆษณาตามทีวีหลายคนอาจจะคิดว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังแวมไพร์แนวแอ็คชั่นแน่ๆ
แต่ถ้าลองหาเรื่องย่ออ่านแล้วก็จะรู้ได้ในทันทีว่าเรื่องนี้เป็นหนังรักโรมิโอจูเลียตที่น่าดูอีกเรื่องหนึ่ง
ตอนแรกเลยที่ได้เห็นโฆษณายอมรับว่าอยากดูเพราะชอบพระเอกและนางเอกของเรื่องมาก
ตัวพระเอกไม่เท่าไหร่ แต่นางเอกคนนี้ ชอบผลงานเค้าที่เคยแสดงมาหลายเรื่องแล้ว
ส่วนตัวพระเอกเองก็ใช่ย่อย หลายคนคงติดใจในความหล่อเหลาของพ่อหนุ่มคนนี้ในแฮร์รี่ภาคสี่มาแล้ว
และแล้ววันแรกที่กลับมาที่บ้านก็รีบบึ่งไปดูหนังทันทีโดยที่ไม่รอช้า....

หลังจากที่ดูเสร็จแล้วก็รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังล่องลอยออกมาจากโรงหนัง
ในหัวมีแต่คำถามว่า เมื่อไหร่ถึงจะได้ดูภาคต่อ และพอรู้ว่าจริงๆแล้วนิยายเรื่องนี้มีภาคต่อก็ไม่รอช้าอีกต่อไป
ในหัวรู้จักว่าที่ไหนมีร้านหนังสือแถวบ้านบ้างก็รีบบึ่งไป แต่ก็พบว่าหมดทุกร้านไม่มีเหลือ
หลังจากนั้นก็โทรไปที่คิโนะ แต่ที่นั่นก็ไม่มีอีก บอกได้เลยว่ากระวนกระวายมากจนไม่เป็นอันทำอะไร
จนหลังไปทานฟูจิเสร็จก็ไปเดินคาร์ฟูล และเจอหนังสือเล่มหนึ่งแบบแปลไทยที่เหลือเล่มสุดท้าย
ใจจริงอยากอ่านภาษาอังกฤษเพราะว่าน่าจะได้อัถรสกว่า เลยว่าจะรอ แต่น้าหน่อยเห็นอยากได้เลยซื้อให้
ในที่สุดหนังสือแปลไทยภาคแรกเล่มสุดท้ายก็มาอยู่ในมือ และแน่นอนว่าอดไม่ได้ที่จะเริ่มพลิกหน้าแรก
เมื่อคืนใช้เวลาอ่านเพียงนิดเดียวประมาณสิบกว่าหน้า แต่ก็ทนแรงโน้มถ่วงของเปลือกตาไม่ไหวเลยหลับไป

วันนี้หลังจากล้างหน้าแปรงฟันทานข้าวเช้าแล้ว สิ่งแรกที่ทำก็คือการอ่านนิยายหน้าต่อไป
ใช้เวลาอ่านตั้งแต่เช้า จนถึงบ่ายโมง หนังสือภาคแรกก็จบลงพร้อมกับความรู้สึกอิ่มใจ
มีหลายตอนเหลือเกินที่ในหนังตัดออก น่าเสียดายจริงๆ เพราะฉากเหล่านั้นน่าประทับใจมาก
ในหนังเอ็ดเวิร์ดจะไม่ค่อยแสดงออกถึงความรักมากเท่ากับในนิยาย คือฉากรักจะไม่เยอะมาก
แต่ในหนังสือ บอกได้เลยว่าครึ่งหลังพระเอกนางเอกแทบจะไม่หยุดบอกรักกันเลย
ถามว่าชอบหนังรึว่าหนังสือมากกว่ากันก็คงต้องตอบว่าหนังสือสนุกกว่าจริงๆ
แน่นอนว่าการตัดฉากบางตอนเป็นข้อเสียของการดูหนัง ยิ่งถ้าอ่านหนังสือมาก่อนด้วยแล้ว
แต่ต้องขอชมเชยว่าในหนังนั้นนักแสดงเหมาะกับบทบาทมากจริงๆ โดยเฉพาะตัวพระนางของเรื่อง

เอาหละ เอาเป็นว่าตอนนี้เป็นแฟนนิยายเรื่องนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้นแล้วหละ